[M&R Fic] Dark Joker, Wandering beneath the moonlight III.

posted on 31 Oct 2008 11:07 by hatagenami in Fiction
[M&R Fic]
Dark Joker, Wandering beneath the moonlight.
By Namin
 
--------------------------------------------------------------------------------------------------



หยาดฝนสีโลหิตข้นหนืดตกลงสัมผัสกายเพื่อลงทัณฑ์ปีศาจร้ายจอมลวงหลอก
แต่หยดค่อยๆกัดกร่อน เรียกเสียงกรีดร้องทุกครั้งที่ถูกผิวกายสีซีดใต้แสงจันทร์ดั่งต้องของร้อน
หากแต่กายนั้นคงไม่เรียกความเจ็บปวดมากเท่าใดนัก เมื่อเทียบกับ
น้ำตาสีเลือดที่หลั่งรินไม่ขาดสายหลังจากที่ หยาดฝนโลหิตนั้นค่อยๆกัดกร่อน
ลอกเอาความทรงจำแสนสำคัญอันยาวนานออกมา
 

หยาดฝนจากนภาโปรยปรายส่งเสียงราวกับเครื่องดนตรีแก้ว
 
นายน้อยบรรเลงเก่งที่สุดในโลกเลยขอรับ !!”
ข้ายังไม่เคยได้ยินผู้ใดบรรเลงโกโตะได้เก่งเท่าท่านเลย

คานาเอะบรรเลงเก่งกว่าเจ้าหรอกนะ คืนโกโตะมาให้นางเสียดีๆ
 
ข้าได้ยินผ่านความมืดมิดนี้...
เสียงทะเลาะกันระหว่างซึซึกับกลุ่มเด็กหนุ่มท่ามกลางสายฝน
ดั่งเสียงเส้นโกโตะที่ขึงจนตึงค่อยๆถูกบรรจงดีดไล่ลองเสียงไล่ลองความอดทนของอีกฝ่าย...
รอคอยเวลาที่เส้นโกโตะจะขาดผึงออกจากกัน
 
ทำไมข้าต้องฟังเจ้าด้วย
ก็เพราะถ้าเจ้าทำเช่นนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับขโมยไม่ใช่หรือไง ท่านลูกชายเจ้าเมือง
 
น้ำเสียงเย้ยหยันต่อล้อต่อเถียง ราวกับเส้นโกโตะที่ถูกกรีดส่งเสียงแสบแก้วหู
 
พ่อข้าน่ะเป็นท่านเจ้าเมือง กับอีแค่โกโตะตัวเดียวแค่นี้อย่างกับข้าอยากจะได้นักนี่
ถ้าอย่างนั้น.............
 
ถ้าไม่อยากได้ก็เอาคืนเขาไปสิ... ถ้าไม่มีอะไรพวกเจ้าก็กลับบ้านกันได้แล้ว ฝนตกหนักขนาดนี้ถ้าพายุเข้ามาเมื่อไหร่ เดี๋ยวจะกลับบ้านไม่ได้เอา
 
เด็กหนุ่มผู้มาใหม่ยืนถือร่มสีแดงอยู่นอกศาลาเพียงคนเดียว
เสียงนุ่มทุ้มกลบเสียงโกโตะเสียสิ้น
เสียงดีดโกโตะสายขึงแน่นอย่างบ้าคลั่ง ค่อยๆดีดอย่างแผ่วเบาลง

หนอย ไอ้คนอวดดี เจ้าเป็นบุตรชายท่านผู้ตรวจการณ์นึกว่าข้าจะไม่เอาเรื่องที่กล้ามาสั่งสอนข้าหรือไงข้าไม่ได้สั่งสอนเจ้าเสียหน่อย ข้าแค่เตือนเพราะหากพายุเข้าเมื่อใด ข้าก็จะกลับไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้มายืนเตือนพวกเจ้าอยู่ตรงนี้หรอกนะ
 
เฮอะ ทำอย่างกับเจ้าอยู่ตรงนี้มาตลอดอย่างนั้นแหละ
ข้าก็จะบอกว่าทำนองนั้น
 
ถ้าอย่างนั้นเมื่อกี้เจ้าก็ต้องได้ฟังการบรรเลงโกโตะของข้าน่ะสิ เอ้าตอบมาสิว่าระหว่างเสียงโกโตะของข้าที่เป็นบุตรชายท่านเจ้าเมืองที่เป็นนายของบิดาเจ้า กับเสียงโกโตะของเด็กสาวตาบอดคนนึงน่ะ เพลงของใครมันจะเพราะกว่ากัน
...อะ...ไอ้เจ้าบ้า แกนะแก 
 
สองแขนข้าเกาะเกี่ยวแขนซึซึไว้ ไม่ให้นางไปทำร้ายพวกเขา...
คนตัวเล็กๆอย่างข้าเองก็ไม่อยากมีเรื่องกับใคร จึงต้องปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงของข้าไว้
 
ถ้าเจ้าอยากรู้นัก... ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเสียงบรรเลงใครเป็นคนเล่น แต่ไอ้คนเล่นครั้งหลังสุด ฝีมือห่วยบรรลัยเลยเชียวล่ะ
 
เสียงทุ้มนุ่มทำเอาหน้าของผู้บรรเลงโกโตะทั้งสองขึ้นสี
หากแต่เด็กสาวหน้าแดงระเรื่อ มือน้อยละจากแขนเพื่อนกุมแก้มอย่างเขินอาย
แต่เด็กชายจอมอวดเบ่งบัดนี้หน้าแดงเป็นปื้นด้วยความโกรธา
 
หนอย จะเอาหรือไง
ยังไงก็ได้
 
เสียงฝนตกพรำๆ กระทบลงพื้นแอ่งน้ำเบื้องล่างดังเสียงน้ำตกสาดกระเซ็น
เสียงฟ้าร้องฮึมฮัมราวให้จังหวะกำปั้นที่ทั้งสองฝ่ายเข้าแลกกันลุ่นๆ
ห่าพิรุณสาดสัดถาโถมอย่างบ้าคลั่ง ชะล้างรอยเลือดที่เกิดขึ้นให้มลายหายไป
 
.....................................

 
โถ่เอ๊ย เจ้านี่แส่หาเรื่องจริง
เหอะ ข้าผิดเองที่มันแส่หาเรื่อง เจ้าเองก็เถอะ เปียกปอนหมดแล้ว นางอีกคน ระวัง !!”
คานาเอะ!”
 
ข้าไม่ได้เป็นอะไร ข้าเดินเองได้หรอก พี่ซึซึ 
 
เสียงเล็กใสดุจกระดิ่งแก้วร้องบอกพร้อมรอยยิ้ม
ร่มไม้สีแดงที่ถูกทิ้งไว้กั้นทางเดินของร่างสูงโปร่ง ถูกนิ้วเล็กเรียวกำแน่น
ยื่นมากางกั้นตัวเขาจากหยาดพิรุณบนฟากฟ้า
 
ความจริง ท่านไม่น่าจะตอบแบบนั้นไปเลย
 
ข้าก็แค่ พูดความจริงเท่านั้นแหละ
 
ใบหน้าสีซีดซับสีเลือดระเรื่อ
เจ้าของชุดฮากามะที่เปรอะเปื้อนโคลนนั้นก็รู้สึกขันในใจ
เสียงโกโตะนุ่มนวลบรรเลงแผ่วเบาในใจเขา ตั้งแต่วันแรกที่พบนาง
 
.
.
.
 
พบท่านอีกแล้วนะคะ
ทำไมถึงได้รู้ได้ล่ะ
เพราะข้าได้ยินเสียงท่านคุยกับผู้ชายอีกคนทางโน้นไงล่ะ
งั้นหรอกรึ
เจ้าเองก็ต้องไปเล่นโกโตะอีกแล้วหรือ คานาเอะ
 
หญิงสาวผู้มองไม่เห็นสิ่งใด ส่งรอยยิ้มเป็นมิตรมาให้
เขาเองรู้อยู่แก่ใจว่านางเดินทางมาด้วยเหตุอันใด และกำลังจะไปที่แบบไหน
 
ค่ะ พวกพี่สาวไหว้วานมา มีสิ่งอันใดที่ข้าช่วยได้ข้าเองก็อยากจะช่วย
แต่นี่เพิ่งจะบ่ายคล้อย อีกนานนักกว่าจะถึงค่ำนี้ มาเถอะ ข้ามีที่ๆนึงที่อยากพาเจ้าไป
 
เครื่องสายตกอยู่ในความดูแลของร่างสูงโปร่งแทน
มือใหญ่ถือวิสาสะกอบกุมมือน้อยไว้ประคองคอยไม่ให้ล้มโดยอัตโนมัติ
ร่างสูงพยุงนางให้เดินไปตามทางอย่างระมัดระวังราวกับประคองเครื่องแก้วงดงามและบอบบางไว้ในมือ
ท้ายที่สุด ร่างทั้งสองค่อยๆเดินหายลับเข้าไปในป่าโปร่ง
 
เสียงแมลงจิ้งหรีด เรไรที่ซ่อนตัวในเงามืดส่งเสียงระงมไปทั่ว
ใบไม้สีชอุ่มของฤดูร้อนเสียดสีกันดัง แซ่ก แซ่ก ยามเมื่อลมพัดผ่าน
นกนานาพันธุ์ส่งเสียงราวกับเครื่องดนตรี ท่ามกลางธรรมชาติ
กลิ่นไอแดดต้องจมูกให้ความรู้สึกสดชื่น
 
ชอบรึเปล่า
 
หญิงสาวไม่ตอบเพียงแต่ยิ้มละไม
ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างกายนางกว่าจะหาสถานที่เช่นนี้ได้จะนานสักเพียงใดนะ
สถานที่ที่แม้ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยตาก็ชื่นชมความงามได้
 
ข้าชอบที่นี่
เสียงลมพัดอู้ลอดผ่านแมกไม้ หอบเอาความสบายใจมาให้
 
...ร้องเพลงให้ข้าฟังสักเพลงได้รึเปล่า...
ไม่เอาหรอก ข้าร้องเพลงไม่เก่ง
แต่ข้าก็อยากจะฟัง
 
นัยน์ตาของเขาจ้องมองร่างบางที่ก้มหน้างุดๆ
หญิงสาวกุมแก้มสีลูกตำลึงสุก
 
ท่านก็ห้ามหัวเราะเยาะข้าเชียวนะ
 
ชายหนุ่มพยักหน้ารับ ใบหน้านิ่งหัวเราะในลำคออย่างนึกขัน สายตาจับจ้องรอฟังเสียงเล็กๆของนาง
 
........... เจ้านกคานาเรียลืมเพลงเอย ข้าจะนำไปทิ้งไว้บนหลังภูเขาดีหรือไม่… 
ไม่ดี ไม่ดี  ทำแบบนั้นไม่ได้…”
 
ร้องเพลงไม่ได้เรื่องจริงๆเสียด้วย
ทั้งๆที่เสียงดีดโกโตะออกจะไม่มีใครเทียบปานนั้น
 
เจ้านกคานาเรียลืมเพลงเอย ข้าจะนำไปฝังไว้ในพุ่มไม้สวนหลังบ้านดีหรือไม่… 
ไม่ดี ไม่ดี  ทำแบบนั้นไม่ได้…
เจ้านกคานาเรียลืมเพลงเอย ข้าจะนำกิ่งหลิวมาดีดีหรือไม่… 
ไม่ดี ไม่ดี  ทำแบบนั้นสงสารมัน
…เจ้านกคานาเรียลืมเพลงแล้ว…
…หากเรานำมันขึ้นเรือสีงาช้าง…
…วาดใบพายสีเงิน นั่งชมแสงจันทร์…
…เจ้านกคานาเรียจะร้องเพลงได้อีกครา...
 
ข้าร้องเพลงไม่ได้เรื่องเลยใช่ไหมล่ะคะ
ใครว่าล่ะ เจ้าร้องเพลงได้...เอ่อ...เพราะมากๆเลย
ท่านเองก็พูดโกหกไม่เก่งเลยนะคะ
 
ชายหนุ่มได้แต่เกาศีรษะอย่างไม่รู้สาเหตุว่าเขาโกหกไม่เก่งตรงไหน
หญิงสาวทำได้เพียงหัวเราะคิก
 
ถึงยังไงเสียงเจ้าก็เพราะอยู่ดี
ถึงแม้เมื่อเอามาใส่ทำนองมันจะเพี้ยนขนาดนั้นก็เถอะ
 

เสียงท่านต่างหากล่ะคะ ที่เพราะ...
เห...
เพราะว่า เสียงท่านเป็นแสงสว่างให้ตัวข้าที่มองไม่เห็น... ทำให้ข้ามองเห็นสิ่งต่างๆได้อย่างแจ่มชัด ในใจของข้า
 
ชายหนุ่มเกาท้ายทอยแก้เขิน
บางครั้งเมื่ออยู่ต่อหน้าคานาเอะที่มองสิ่งต่างๆด้วยจิตใจ เขาเองก็เผลอทำตัวตามสบายเหมือนกัน
 
แต่... ข้าเองก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกค่ะ ว่า... คำโกหกของท่าน ทำให้ข้ารู้สึกดีใจ
 
แก้มสาวน้อยขึ้นสีระเรื่อ อายจนแทบไม่อยากให้อีกฝ่ายมอง
เขาเองก็ไม่ได้ก้มหน้ามองนางอีกต่อไป
เพียงแต่เลื่อนมือใหญ่ไปสัมผัสหลังมือน้อยอย่างแผ่วเบา 
 
.
.
.
.

 
คานาเอะ
คะ?”
 
หญิงสาวร่างเล็ก หันมาตอบ หลับตาพริ้มยามที่ถูกพี่สาวประทินโฉมอยู่เบื้องหลังฉากกั้น
 
ข้าได้ยินมาว่าเจ้าไม่สบาย แล้วทำไม...
 
เขารีบกระหืดกระหอบเพราะได้ยินว่าอาการนางทรุดหนักลงถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ
 
พวกพี่สาว วานให้ข้าเล่นเพลงให้อีกสักครั้งน่ะค่ะ
 
รอยยิ้มพิมใจระบายบนใบหน้าหญิงสาว ผู้ที่เคยเป็นดั่งดอกไม้แรกแย้ม
ใบหน้าได้รูปชะเง้อมองผ่านเบื้องหลังฉากกั้นเพียงแต่ไม่เปล่งปลั่งเหมือนเช่นเคย
แก้มนวลซูบตอบสีแดงระเรื่อมาจากเครื่องประทินโฉม หาใช่สุขภาพที่ดีดั่งเก่าก่อน
 
ร่างเล็กๆนั้นค่อยๆทรงตัวแล้วเคลื่อนกายมาหาเขาอย่างทุลักทุเล
นิ้วมือผอมบางระไปตามผนังอย่างชำนิชำนาญ ตัวเขาเองได้แต่ลุกขึ้นไปช่วยพยุงกายนางเท่านั้น
 
ข้อมือบางเหลือเพียงหนังหุ้มโครงกาย นับวันยิ่งดูราวกับจะโปร่งใสขึ้น จนแทบหายไปในอากาศ
ข้อมือนางเล็กลงอย่างเห็นได้ชัดเจนเขาเกรงว่า ถ้านางหกล้มไป ร่ายกายอาจแตกดั่งแก้วใส
ถึงแม้จะประทินโฉมสักเท่าใด ก็ไม่อาจบดบังร่องรอยความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้กับโรคภัยได้
ลมหายใจรวยระรินอย่างเย็นเยียบ
 
ข้าสวยรึเปล่า...
สวยกว่านางคนใดที่ข้าเคยพบเลยล่ะ
ท่านชอบโกหกให้ข้าดีใจอยู่เรื่อย
 
สิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือรอยยิ้มชวนอบอุ่นใจ ปราศจากการเสแสร้ง
และเขาก็เรียนรู้ที่จะโกหก เพียงเพื่อรักษารอยยิ้มนั้น
คำโป้ปดที่มอบให้นางผู้เป็นที่รักเพียงผู้เดียว
 
แต่ก็ไม่ใช่ความเท็จไปเสียทีเดียว เพราะหากเขาหลับตาลงมองเข้าไปในจิตใจที่บริสุทธิ์นั้น
ไม่มีคำกล่าวใดที่จะเหมาะสมกว่าคำว่า งามเหนือผู้ใดในโลกหล้า อีกแล้ว
 
ข้าพูดจริง... คืนนี้ เจ้าควรจะพักผ่อนมากกว่า
ข้าอยากจะเล่นเองด้วยล่ะค่ะ
 
รู้สึกได้ ว่านั่นเป็นคำขอสุดท้ายจากปากนาง
เขาจึงไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำขวางใดได้อีก
 
..............................................
จันทร์คืนนี้งามนัก หากข้าเล่นเพลงจบแล้ว... ไปเดินชมจันทร์กับข้าได้ไหมคะ
แน่นอนสิ

นางยิ้มให้กำลังใจเขาแทนที่เขาควรจะมอบกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ต่อให้นาง
น้ำตาใสๆของเขาไหลรินลงช้าๆเขาไม่เคยร้องไห้ให้ผู้ใดเห็น
บัดนี้ก็คงไม่ต่างนักในเมื่อนางไม่สามารถรับรู้ได้
เหล่าพี่สาวที่ช่วยประทินโฉมตัดสินใจอยู่หลังฉากกั้น ซับน้ำตาเบื้องหลังหน้ากากคณิกาสีขาว 
 
ร่างเล็กอุ้มเครื่องสายในมือแล้วค่อยๆเดินตามพี่สาวคนหนึ่งของนางออกไป
 
เขาไม่กล้าแม้กระทั่งอยู่ฟังเสียงโกโตะบรรเลงเพลงของวันคืนเก่า
 
ข้าจะไปรออยู่ที่เดิม ฝากบอกคานาเอะด้วยได้รึเปล่า
ได้สิ
 
คิเซรุ ปล่อยควันลอยอ้อยอิ่ง นางคณิกาหนึ่งในบรรดา ‘พี่สาว’ ของคานาเอะรับปาก
ริมฝีปากอวบอิ่มพ่นลมหายใจสีควัน 
 
“อย่าให้นางต้องอยู่นานนักล่ะ ร่างกายนางอ่อนแอลงทุกวันแล้ว”
“แต่ข้าว่า การให้นางฝืนเล่นโกโตะแบบที่ทำอยู่ก็ทำให้นางอาการแย่ลงเหมือนกัน”
“ปากไม่มีหูรูดจริงเชียว”
 
ควันยาเส้นระบายจากริมฝีปากปากได้รูป รดใบหน้าชายหนุ่ม
 
“เพราะปากตรงๆ กับความยุติธรรมบ้าๆของเจ้านี่แหละ สักวันเจ้าจะเดือดร้อน”
“ขอบคุณที่เตือน ข้าเองก็รอวันนั้น ใจจดใจจ่อเชียวล่ะ”
 
นัยน์ตาคมตวัดมองแล้วส่ายหน้าอย่างอิดหนาระอาใจ
ช่างเป็นชายหนุ่มที่ไม่สำนึกเอาเสียเลย
 
เสียงโกโตะบรรเลงเพลงแว่วดังมาจากด้านใน
เสียงดนตรีที่เคยกังวาลใส
 
เขา… ช่างขี้ขลาด…
ไม่กล้าพอที่จะอยู่ฟังจนจบ แต่ก็
ไม่กล้าพอที่จะเดินจากไปโดยไม่ฟังเสียงดนตรีครั้งสุดท้าย
 
.
.
.
.
 
 
“จันทร์คืนนี้สวยจังนะคะ พี่สาว”
“สวยก็สวยอยู่หรอก แต่ข้าคงต้องกลับแล้ว”
“แค่มาส่งแค่นี้ ข้าก็ดีใจมากแล้วล่ะค่ะ”
“งั้นข้าไปล่ะ”
 
หญิงสาวยิ้มส่งก่อนเบือนหน้าแหงนขึ้นมองจันทร์เพ็ญสว่าง
แสงสว่างรำไรผ่านเปลือกตาบาง ถึงแม้นางจะไม่เคยเห็นว่าดวงจันทร์เป็นเช่นไร
ไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าดวงจันทร์ทรงกลมนั้นใหญ่เพียงใด
บางทีมันอาจจะใหญ่เท่าก้อนเส้นไหม หรืออาจจะใหญ่เท่าลูกแตงโม 
 
แต่ท้ายที่สุดก่อนที่ชีวิตนี้จะต้องดับลง…
ข้าอยากจะให้ท่านเป็นดวงตาของข้า ตราบจนความตายจะพรากเราจากกัน…
 
.
.
.
.
 
 
[ กรี๊ดดดดดดดดดดดด ช่วยด้วย !! มีคนถูกทำร้าย !! ]
 
โลหิตสีแดงฉานหลั่งรินจากปลายอาวุธของอีกฝ่าย
ที่บัดนี้แทงทะลุสีข้างซีกซ้ายของชายหนุ่ม
เลือดซึมชื้นไหลรินเปรอะเปื้อนทั้งเสื้อผ้าของเขา และกำแพงสีขาว
ทิ้งคราบสีชาดเป็นรอยทางยาว ส่งกลิ่นน่าคลื่นเหียน
 
สายตาพร่ามัว เขาเสียเลือดมากเกินไป…
 
“อยากแส่ไม่เข้าเรื่องเอง ช่วยไม่ได้”
“อยากให้ข้าเล่นเกม… โกหก หลอกลวง… แบบที่คนไร้สัจจะเค้าทำกันหรือไง…ฝันไปเหอะ…”
“ใช่ เพราะถ้าเจ้าไม่ยอมเล่นตามบท เห็นทีข้าเองก็ต้องหนักมือหน่อย”
 
ดาบยาวสะท้อนแสงจันทร์กรีดร้องอย่างบ้าคลั่งยินดี
เพราะจุดหมายของมันคือร่างที่นั่งนิ่งไม่มีแรงขยับกายใดๆ
 
.
.
 
“เจ้านกคานาเรียลืมเพลงเอย ข้าจะนำไปทิ้งไว้บนหลังภูเขาดีหรือไม่… 
ไม่ดี ไม่ดี  ทำแบบนั้นไม่ได้… ”
 
เสียงเพลงกล่อมเด็กท่ามกลางแสงจันทร์ของหญิงสาวแผ่วเบา รอคอยคำสัญญาของชายหนุ่ม
 
.
.
 
ดาบแรกชำแรกผ่านกลางลำตัว ตรงเข้าอวัยวะสำคัญ
ความรู้สึกราวกับน้ำเย็บเยียบกำลังทะลักเข้าปอด
เจ็บจนแทบสิ้นความรู้สึกใดๆ
 
.
.
 
“เจ้านกคานาเรียลืมเพลงเอย ข้าจะนำไปฝังไว้ในพุ่มไม้สวนหลังบ้านดีหรือไม่… 
ไม่ดี ไม่ดี  ทำแบบนั้นไม่ได้…”
 
ราตรีนี้ช่างหนาวนัก
หากมีท่านอยู่ด้วย โลกใบนี้ก็พลันอุ่นได้ เพียงแค่ยินเสียงที่ราวกับแสงสว่างของท่าน
 
.
.
 
เขาก็มิรู้ว่าเหตุใด ภาพเหตุการณ์ในอดีตจึงหวนคืนอีกครั้ง
ในเวลาที่เขาใกล้จะพบจุดจบ
 
คำสัญญาที่ให้ไว้กับหญิงสาวผู้ที่ตนห่วงใยเป็นที่สุด
เขากำลังจะรักษามันไว้ไม่ได้
ป่านนี้ นางคงจะรอคอยเขาอยู่ที่เดิมนั่นแล้ว นางจะรู้สึกหนาว ไม่สบายรึเปล่านะ
 
.
.
 
“เจ้านกคานาเรีย…… ลืมเพลงเอย ข้าจะนำ…….กิ่งหลิวมาดีดีหรือไม่… 
ไม่ดี ไม่ดี  ทำแบบนั้น…….สงสารมัน......
 
หากแม้ผู้เป็นที่รักไม่มา จันทร์คืนนี้คงไม่งามเช่นเคย
ป่านนี้แล้วกำลังไปช่วยเหลือใครตามทางอยู่รึเปล่านะ
 
.
.
 
หากแม้ข้าผิดสัญญา แล้วคืนนี้เจ้าจะทนหนาวต่อไปได้อย่างไร
ได้โปรดเถอะ ขอกำลังให้ข้า สักนิดก็ยังดี
ให้นำพาข้าไปพบนาง
 
.
.
 
“…เจ้านกคานาเรีย…ลืม…….เพลงแล้ว…
…หากเรา…นำมันขึ้นเรือ…สีงาช้าง…
…วาด…ใบพาย…สีเงิน นั่งชมแสง….......จันทร์…
…เจ้านก...คานาเรีย……......………………………”
 
เสียงเพลงกล่อมเด็กแผ่วเบาขาดห้วง
เพลงจบลงพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของผู้ขับกล่อม
 
เหตุใดข้าจึงไม่สามารถมีชีวิตยืนยาวกว่านี้
อีกสักวินาทีเดียวก็ยังดี
ข้าจักได้มองเห็นแสงจันทร์ กับผู้ที่ข้ารักและนำความทรงจำนั้นไปกับข้าด้วย….
 
.
.
 
จันทร์สีนวลลอยเด่นเหนือหล้า
เจ้าจักมองจันทร์ดวงเดียวกับข้าหรือไม่
เจ้าจะอภัยให้ข้ารึไม่นะ ที่ข้าไม่สามารถรักษาสัญญาของเราสองได้
 
โลหิตสีแดงฉาน กลิ่นคาวคละคลุ้ง นองบนพื้นดิน
แอ่งเลือดใต้ร่างของชายหนุ่มแผ่กระจายออกรอบทิศ
 
หากความสัตย์ซื่อของข้านั้น นำพาให้รอยยิ้มของนางต้องแปดเปื้อนด้วยน้ำตา
ข้าจะขอโป้ปด มดเท็จและไม่พูดสิ่งอันใดอันเป็นความจริงอีก
ให้จมดิ่งกับการหลอกลวง การเสแสร้ง
ไม่เชื่อใจใคร ไม่แสดงความรู้สึกใดใด ซ่อนความจริงไว้เบื้องหลังความเท็จ
 
แล้วข้าจะขอเฝ้ารอชมแสงจันทร์กับเจ้า ผู้เป็นที่รักของข้าตลอดกาล
 
เพราะฉะนั้น เจ้านกคานาเรีย ได้โปรดคืนกลับมา.....
กลับมาหาข้า
 
ร้องเพลงอีกคร
ร้องเพลงให้ตัวข้าฟัง
ข้าจะไม่ยอมจากเจ้าไปไหนอีก…
 
.
.
.
.
 

สายพิรุณเลือดสาดซัด กัดกร่อนทุกสิ่ง
ทั้งตัวตน และความทรงจำแสนสำคัญ
หน้ากากที่ใช้เพื่อซ่อนใบหน้าจากโลกแห่งความจริงกำลังหลอมละลาย
น้ำตาเลือดแห่งความสำนึกผิดหลั่งรินรดพื้นแอ่งโลหิตที่เกิดจากนรก
 
ภาพบุคคลอันเป็นที่รักเลือนรางยามหน้ากากครึ่งใบหน้าหลุดออก
จะเป็นฝันหรือความจริงก็ไม่อาจรู้ได้
 
 
ข้าแค่อยากจะขอบคุณ...
 
แต่ไม่คิดว่านั่นจะทำให้ท่านต้องเป็นเช่นนี้ 
ข้ามิได้อยากให้ท่านโกหก...
 
เพียงแต่
ข้าขอบคุณในความหวังดีที่มอบความกล้าให้แก่ข้า ผ่านคำโป้ปดเหล่านั้น  
 
แต่ในที่สุด ดูเหมือนท่านก็ได้ยินเสียงข้าเสียที...

 
คา....นา......เอะ....... 
 
ตัวตลกเงาพยายามคลานหาร่มที่กางกลิ้งจมอยู่ค่อนคัน
ร่มสีแดงสดถูกกางออกด้วยนิ้วมืออันสั่นเทา ราวกับเขาได้ย้อนกลับไปหาอดีตอันแสนหวาน
ร่างที่ถูกฝนเลือดกรดกัดกร่อนพยุงตนลุกขึ้นด้วยแรงอันน้อยนิด

ความทรงจำที่มีอิทธิพลอันแรงกล้าไม่เคยเลือนรางหายจากร่างที่ดับสูญ
ร่มสีชาดถูกกางเพื่อปกป้องร่างหญิงสาวผู้เป็นที่รักไม่ว่าจะเป็นมายาหรืออะไรก็แล้วแต่
ราวกับ ไม่อยากให้นางผู้บริสุทธิ์ต้องแปดเปื้อน

 
 
เจ้ายัง.....หนาว....อยู่....ไหม....
 
เมื่ออยู่กับท่าน ข้าก็ไม่หนาวอีกต่อไปแล้ว


.
.
.
.
 

วิญญาณทั้งคู่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ
มีเพียงแอ่งน้ำใสขังเจิ่งนองทั่วพื้น และหมอกจางๆของยามรุ่งอรุณ
 
คำโกหกแสนหวานไม่จีรัง ดั่งความฝันเพียงหนึ่งตื่น
ที่หากเมื่อเราตื่นขึ้นฝันนั้นก็จะพลันจางหาย
 
น้ำตาของเขาคลอนัยน์ตาบดบังภาพเบื้องหน้าให้บิดเบี้ยว
น้ำตาของเจ้าหล่อนไหลอาบแก้มสองข้าง ร่างในชุดสมส่วนทรุดกองอยู่ที่พื้นอย่างไม่นึกอายใคร
หนังสือพิพากษากรีดปิดลงอย่างเบามือ 
 
ในที่สุดเขาก็เข้าใจ...
ว่าทำไม มุเฮียวจึงไม่ต้องการรั้งวิญญาณดวงใดให้อยู่ที่นี่อีก
 
เพราะชีวิตเป็นเพียงความฝัน
หากยิ่งปล่อยตนให้จมดิ่ง ถลำลึกลงสู่ห้วงนิทราแห่งการลวงหลอกตนเองและฝันร้ายอันแสนหวานมากเท่าใด
ก็จะไม่สามารถตื่นขึ้นยอมรับความจริงที่เป็นดั่งแสงสว่างแล้วมีชีวิตอยู่อย่างเข้มแข็งได้
 
มุเฮียวคงอยากให้พวกเขายอมรับความจริงที่ต้องอยู่กับมันให้ได้
 
มนต์สุดท้ายคือเวลา...
ที่จะช่วยทำให้ฝันร้ายกลายเป็นความทรงจำ
ประทับ... ฝังราก... เป็นรอยจารึก 
 
ที่จะช่วยพลักดัน
ให้พวกเราก้าวเดินต่อไป...
 
 
-The End-




Ps. Happy Halloween นะคะ ขอให้ฮาโลวีนปีนี้ก็มีความสุขเหมือนเคย 555
ฟิคปีนี้มาแหวกแนวหน่อยๆ ไม่ค่อยได้เขียนอะไรแบบนี้เท่าไหร่
ต้องยกความดีให้ที่ปรึกษา อย่างอาซานะจังกับพี่ยูระ << ขอบคุณที่คอยช่วยดูให้เสมอๆนะคะ 55

Cr. ไซโจ ยาโสะ และ นาริตะ โทเมโซ สำหรับเพลง นกคานาเรีย ค่ะ

Ps2. คิเซรุ คือ khsier ค่ะ เป็น ไปป์เขมร แบบที่คุณยูโกะใช้ล่ะค่ะ

Comment

Comment:

Tweet

จบได้สุดยอด ซึ้งมากๆเลย

"มนต์สุดท้ายคือเวลา...
ที่จะช่วยทำให้ฝันร้ายกลายเป็นความทรงจำ
ประทับ... ฝังราก... เป็นรอยจารึก

ที่จะช่วยพลักดัน
ให้พวกเราก้าวเดินต่อไป..."

ชอบตอนนี้มากๆเลยค่ะ ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็ต้องก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ ...

จะรอดูผลงานต่อไปนะคะ

#2 By Lilit (125.25.230.44) on 2008-12-29 13:19

ชอบตอนจบมากเลย นามิน ภาษาสวยจ้ะ มุเฮียวก็สมเป็นมุเฮียวดี

อ่านแล้ว...รู้สึกว่านามินตั้งใจเขียนและใส่ความรักลงไปเต็มๆเลย ก็...จะรออ่านผลงานต่อๆไปและอยู่เป็นที่ปรึกษาให้นะจ๊า~ ;)

สุดท้ายนี้...สุขสันต์วันฮาโลวีนจ้า~~ <3<3<3

#1 By +hiyuura+ on 2008-10-31 21:23